Empower your ideas with us++      Empower your ideas with us++    Empower your ideas with us++

 

พบกับบทความ คอลัมน์  "สู่ศตวรรษใหม่"

ทาง หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับทุกวันเสาร์ (หน้า 5)       

 
I

 

   
 

 

17 ธันวาคม 2548

 

กระทรวงวัฒนธรรม Grade A


สัปดาห์นี้สื่อหลายกลุ่มเริ่มมีคำถามกันแล้วว่าการถ่ายโอนการศึกษาไปสู่รัฐบาลท้องถิ่น
"เด็กนักเรียนมีการศึกษาดีขึ้นหรือไม่"
ก่อนหน้าที่จะมีปัญหาความขัดแย้งเช่นในปัจจุบัน การศึกษาไทยโดยทั่วไปล้มละลายทางปัญญาไปทุกวัน มีปัญหามากมาย เด็กจบออกมามีแต่ปริมาณ ไม่มีคุณภาพ สำหรับผม หากมีโอกาสได้มีส่วนร่วมเกี่ยวกับการศึกษา ก็จะทำให้ดีที่สุด วันนี้ผมมีความมั่นใจว่า ทุกส่วนของสังคมต้องช่วยการศึกษา ถ้าไม่ช่วย ประเทศก็อยู่ไม่ได้ หรือถ้าอยู่ได้ก็เป็นประเทศที่ไม่มีใครในโลกสนใจ การมีคนเก่งจำนวนน้อย Elite ไม่พอ ต้องให้คนไทยเอาจริง และช่วยกันจริงๆให้การศึกษาดีขึ้นในคนไทยหมู่มาก
ผมขอยกตัวอย่างเรื่องการใช้เครือข่ายของเอเปกช่วยการศึกษาไทย ช่วงที่ผ่านมาโรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง จังหวัดกาญจนบุรี ได้เชิญนักเรียนจากประเทศเกาหลี มาแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม สัปดาห์หน้า เด็กนักเรียนไทยกว่า 30 คน ก็จะเดินทางไปเยี่ยมเด็กนักเรียนที่ประเทศเกาหลีด้วย ผมเป็น Lead Shepherd ของคณะทำงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเอเปก จึงได้รับทราบเรื่องนี้ สนับสนุนให้เกิดความสำเร็จขึ้น และรายงานผลให้ประชาชนทราบ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศจะสนับสนุนเป็น Facilitator ต่อไป ครั้งนี้ผมได้ส่งตัวแทนของมูลนิธิฯ คือ คุณพลภัทร พรคุณานุภาพ ไปร่วมที่ประเทศเกาหลีด้วย ถือว่าทำหน้าที่ทูตทางวัฒนธรรม หรือทูตเพื่อประชาชนต่อไป
ในการประชุม The Asia Strategic Forum เรื่อง "Globalization and Asian Regionalism: Managing Interdependence in a Non-Convergent World" จัดโดย University of Washington, มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 8-9 ธันวาคม 2548 ณ โรงแรม ปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ หลายคนเห็นผลงานของมูลนิธิฯ ที่เกิดจากความพยายามเรื่องการทูตภาคประชาชน เราไม่ได้ทำเฉพาะวิชาการเท่านั้น แต่ได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนเชื่อมโยงในภูมิภาคนี้ด้วย และทำอย่างต่อเนื่อง การทูตในยุคใหม่ประชาชนต้องได้รับประโยชน์จากนโยบายต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะผู้นำทางการเมือง หรือข้าราชการ หรือธุรกิจใหญ่ๆ เท่านั้น
ขอเชื่อมโยงมา 2 เรื่องใหญ่ ที่ยังสดๆ ร้อนๆ คือ การประชุม East Asian Summit ที่เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเชีย มีผู้นำประเทศทั้งหมด 16 ประเทศเข้าร่วมประชุม ประกอบไปด้วยประเทศในกลุ่มอาเซียน ประเทศจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถือว่าเป็นการพบกันระดับผู้นำที่ไม่ได้เชิญอเมริกามาร่วมด้วย
คำถามคือ อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างแรก ที่แน่ๆ คือ เอเชียเริ่มมีพลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการมีอิทธิพลของประเทศจีน และอินเดียทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้เอเชียพอจะแข็งแรงขึ้น เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เพราะในอดีตตะวันตก โดยเฉพาะยุโรป และอเมริกาเป็นผู้นำมาตลอด
การรวมเป็นกลุ่ม Asia จะนำไปสู่เป้าหมายอะไร อย่างน้อยก็ต้องไม่ขัดแย้งกับ Globalization เพราะการค้าระหว่างประเทศ การเงินระหว่างประเทศ สำคัญที่สุด คือ ความมั่นคงเรื่องทหาร การก่อการร้าย อาวุธนิวเคลียร์ พลังงาน และเรื่องสุขภาพ จะทำอย่างไรก็ต้องหารือในระดับโลกต่อไป
ประเด็นที่สอง จะมีข้อตกลงระหว่าง 16 ประเทศที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ ผมคิดว่าข้อควรพิจารณาที่ควรจะเน้น คือ ให้ประชาชนในเอเชียไปมาหาสู่กันมากขึ้น ภาคประชาชน ภาควิชาการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากขึ้น ในอนาคตจะรู้ได้อย่างไรว่าเอเชียจะไม่มีความขัดแย้งกันเอง เช่น ญี่ปุ่นและจีน หรือเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และถ้าเอเชียแข็งแรงเป็นหนึ่งเดียวขึ้นมาจริงๆ อเมริกาจะมีบทบาทอย่างไร และจะปรับตัวอย่างไร
ผมเองอยากเห็นเอเชียมีบทบาทสำคัญ และมีประโยชน์ต่อโลก แต่ไม่ขัดแย้งกับประเทศมหาอำนาจ เช่น อเมริกา แบบ win/ win เพราะอเมริกาเองจะชอบหรือไม่ก็ยังมีความสำคัญ ต้อง มองความจริง หรือ ทฤษฎี 2R's ของผม ดังนั้น คำถาม คือ การประชุมครั้งต่อไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยใช้ ASEAN นำ จะเชิญอเมริกามาร่วมอย่างไร ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก แต่อาจจะมาร่วมเป็นคู่เจรจา เช่นในปีนี้ไม่เชิญอเมริกามาร่วม ก็อย่าให้อเมริการู้สึกเสียหน้าพอควร
คนไทย โดยเฉพาะในเรื่องหลักสูตรการศึกษาไทยไม่สนใจโลกภายนอก และกระทรวงศึกษาธิการเจ้าปัญหาของเราก็มีโลกทัศน์ หลักสูตรที่แคบมาก และให้ความดูแลไม่ทั่วถึง ศึกษาว่าโลกาภิวัตน์ต้องมีจุดแข็ง และมีจุดอ่อนอย่างไร ควรจะใส่เป็นวิชาบังคับในระดับมัธยม ผมได้เห็นหลักสูตรปริญญาเอก ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งผมจะไปร่วมบรรยายด้วยในสัปดาห์นี้ มีวิชาเรื่องโลกาภิวัตน์ด้วย ซึ่งน่าชื่นชม ถ้าเด็กมัธยม หรือเด็กมหาวิทยาลัย ไม่สนใจอนาคตของโลก เราก็ตามไม่ทัน ยังไม่เป็นสังคมการเรียนรู้ ทำให้เราเสียเปรียบประเทศอื่นมากขึ้น
ผมจบหลักสูตรพัฒนาภาวะผู้นำและผู้บริหารระดับ C8 ของกระทรวงวัฒนธรรม 60 ชั่วโมงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมรู้สึกโชคดีที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จัดหลักสูตรให้ระดับ C8 จำนวน 200 คน และระดับ C7 จำนวน 500 คน นับว่าท่านเป็นปลัดกระทรวงที่มีวิสัยทัศน์ดีเยี่ยม ผมได้เชิญ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และศาสตราภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ มาร่วมบรรยาย และแสดงความคิดเห็น ทั้งสองท่านต่างยอมรับว่ากระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงที่สำคัญมาก Grade A+ และนี่แหล่ะคือจุดแข็งของเมืองไทย คือ นำแก่นของประเทศมาเป็นภูมิคุ้มกัน และสร้างมูลค่าให้แก่ประเทศอย่างมหาศาล คุณอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย ยังเน้นความสำคัญของข้าราชการในกระทรวงของท่านอีกด้วย
 

จีระ หงส์ลดารมภ์
Chira8@hotmail.com

 

   
  10 ธันวาคม 2548

3 เรื่องใหญ่ในรอบสัปดาห์นี้

วันแห่งมหามงคลผ่านไป ด้วยความภาคภูมิใจของคนไทย 64 ล้านคน ที่ได้รับพระราชทานแนวคิด และพระราชดำรัสที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้คิดว่าการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มีความรับผิดชอบต่อการบริหารก็ต้องรับฟังด้วย ผมเองก็เรียนรู้ในพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะคนเราวันนี้ไม่เก่งทุกเรื่อง ควรจะรับฟังคำติชมได้ และถูกวิจารณ์ได้
สัปดาห์นี้ หลังจากสัปดาห์มหามงคล มี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ
เรื่องแรกเป็นเรื่องการศึกษา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ออกความเห็น เพราะคงไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ ผมทำเรื่องการศึกษาทุกวัน คือสอนนักศึกษาปริญญาเอก และโท เป็นผู้บริหาร คือเป็น นายกสภามหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด ไปช่วยพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน และดึงต่างประเทศมาช่วย เช่น ที่ทำให้โรงเรียนท่าม่วงราษฎร์บำรุง จังหวัดกาญจนบุรี พยายามทำให้ดีทุกครั้งที่ได้รับเชิญ แต่จะช่วยประเทศในภาพใหญ่คงไม่ไหว เพราะมีรัฐบาลทำอยู่แล้ว แต่เรื่องกลุ่มครูที่มาชุมนุมครั้งนี้ ต้องขอฟันธง เพราะคงต้องมีคนกล้าตรงประเด็น
การฟันธงของผมอันแรก คือ การโอนการศึกษาไปที่การปกครองท้องถิ่น มีคำถามสำคัญอยู่เรื่องเดียวคือ
"นักเรียนและผู้ปกครองจะได้รับการศึกษาดีขึ้นหรือไม่"
ไม่ได้เกี่ยวกับสถานภาพครูแต่อย่างใด แต่จะเหมาว่าการปกครองท้องถิ่นทำไม่ได้ดีก็ผิด เพราะบางแห่งเขาพร้อม และบางเรื่องพร้อมกว่าการศึกษาทั้งหมดของกระทรวงด้วย ไม่ว่าจะเป็นอบต. อมจ. หรือเทศบาล ผมขอยกตัวอย่าง คือ เมื่อวันอังคารที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปฝึกผู้บริหารโรงเรียนเทศบาลทั่วประเทศ จำนวน 40 คน จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปรากฏว่าคุณภาพของผู้บริหาร แนวความคิด ความกระตือรือร้นของผู้บริหารเหล่านี้มีมาตรฐานสูงพอควร ผมก็เชื่อว่ามีอบต.หลายแห่งคงมีความพร้อม ฉะนั้นรัฐบาลของนายกทักษิณต้องมีจุดยืน อย่าให้การเมืองนำการศึกษา เพราะในอดีตการเมืองนำมาหลายครั้งแล้ว ถ้าจะฟันธง คือ คนที่ประท้วงหน้าสภา น่าจะมาจากระดับประถมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนประชาบาลเก่า ซึ่งมีค่านิยมเก่าๆ บางครั้งแบบข้าราชการ หรือมีพฤติกรรมขุนนางหน่อยๆ ได้วัฒนธรรมมาจากกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารโรงเรียนประถมเฉพาะระดับ ซี8 มีจำนวนมาก การศึกษาต้องการอิสระทางความคิด และเราจะได้ความคิดสร้างสรรค์มาจากอะไรครับ เพราะผู้บริหารเหล่านี้ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
เรื่องที่สอง ผมขอให้ผู้อ่านติดตามการประชุม WTO ที่ฮ่องกงให้ดี ช่วงวันที่ 17-18ธันวาคม เพราะ WTO มีไว้สำหรับจัดระเบียบการค้าโลก ถ้ารอบนี้ตกลงกันไม่ได้ก็คงจะต้องถาม อะไรจะเกิดขึ้นต่อระบบการค้าโลก เพื่อนอเมริกันผมบ่นว่า Bush ไม่ค่อยสนใจเรื่องการค้าแบบ WTO และไม่เอาใจใส่ เพราะเป็นจากอเมริกาเน้นเรื่อง การก่อการร้ายมาก ถ้าการเจรจาการค้ารอบ Dohar ไม่สำเร็จอะไรจะเกิดขึ้นกับระบบการค้าโลก
สุดท้ายการประชุม East Asia Summit ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ก็น่าติดตาม University of Washington กับมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดการประชุมทางวิชาการเพื่อให้ความเห็นว่า ประชุม Summit ครั้งนี้ จะไปไหน มีตัวแทนของภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชนเข้าร่วมจากหลายประเทศ ประเด็นก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะทำให้อเมริกาอาจลดอิทธิพลในเอเชียลงไป และจีนกับอเมริกาจะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ แบบ win/ win บทบาทของอินเดียจะเป็นอย่างไรในอนาคต และ Summit แบบนี้จะเน้นถึง ความเป็น Asia หรือ Asian Value หรือไม่ ผมคิดว่า การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะ Asean + จีน + ญี่ปุ่น + เกาหลี + ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ แต่ไม่เชิญอเมริกา บทบาทของอเมริกาในเอเชียจะเป็นอย่างไร น่าสนใจติดตาม คนไทยควรต้องสนใจและนำมาวิเคราะห์ให้ดีว่ากระทบเราอย่างไร

จีระ หงส์ลดารมภ์

chira8@hotmail.com

   
   

 3 ธันวาคม 2548

ขอทรงพระเจริญ 5 ธันวา

 

            5 ธันวาของทุกๆ ปีเป็นวันสำคัญของคนไทยทั้ง 64 ล้านคน ซึ่งยิ่งนานไปปวงชนชาวไทย ก็ยิ่งซาบซึ้งในพรมหากรุณาธิคุณ และมีความจงรักภักดี และระลึกถึงพระองค์ท่านอยู่ตลอดเวลา 

            โดยเฉพาะปรัชญา แนวคิด ของพระองค์ท่าน คนไทยทั้ง 64 ล้านควรที่จะนำไปดำรงชีวิต เพื่อช่วยจรรโลงประเทศของเราต่อไป ในส่วนตัวของผม และงานของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้ดำเนินการตามปรัชญาแนวคิดของพระองค์ท่านอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งวันนี้เราจะสะท้อนให้ท่านทราบกันว่ามีสาระสำคัญอย่างไร 

            เรื่องแรกที่สำคัญที่สุด คือ การเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในโลกยุคโลกาภิวัตน์มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซึ่งจะมีผลกระทบทั้งทางบวก และทางลบต่อประชาชน การนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาแนะนำให้ประชาชนไทยได้รับทราบ จึงเป็นการเน้นการมองการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมอย่างระยะยาว และยั่งยืน สิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด คือ ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 ซึ่งในประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเชีย หรือแม้กระทั่งเกาหลี ก็มีผลกระทบทางสังคมอย่างมากมาย พระองค์ท่านได้ช่วยให้คนไทยมีสติ และมองอนาคต ทำให้วิกฤติไม่รุนแรง เช่น

-          คุณธรรม จริยธรรม

-          มีภูมิคุ้มกันตัวเอง

-          เดินสายกลาง

-          การบริหารความเสี่ยง

             ในปัจจุบันถึงแม้จะผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาหลายปีแล้ว แต่โดยพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านก็เน้นว่า อย่าประมาท เพราะคนไทยมักจะวิตกอะไรง่าย ช่วงปี 2005 มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศได้จัดสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง กับวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังจะมากระทบเราอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน หรือปัญหาเงินเฟ้อ ปัญหาดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้คนไทยต้องระมัดระวังมากขึ้น ให้คนไทยมีสติ ตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญมาก อย่าให้วิกฤติกลับมาอีกครั้ง เพราะวิกฤติครั้งใหม่จะเป็นระดับรากหญ้า 

            ประเด็นที่สอง คือ การทูตภาคประชาชน หรือ PPD (People to People Diplomacy) ซึ่งมูลนิธิฯ ได้ดำเนินการตามรอยพระราชดำริอย่างสม่ำเสมอตลอดมา จากการที่มูลนิธิฯ จัดสัมมนาระดับนานาชาติ 5 ครั้ง เรื่อง Leadership Forum ได้เชิญตัวแทนข้ามชาติในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง 4-5 ประเทศ ได้เห็นว่า การเข้าไปสู่เศรษฐกิจเสรี หรือเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีข้อดีมาก แต่ข้อเสียก็มีมากเช่นกัน ข้อเสีย คือ มีความไม่แน่นอน มีความเสี่ยง และอาจจะเกิดอันตรายได้  การใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยต่างประเทศได้มาก           

            เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มูลนิธิฯ จึงได้เริ่มงานนานาชาติครั้งแรกที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งได้รับเกียรติจากองคมนตรี ศ. นพ. เกษม  วัฒนชัย ไปร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย และหลังจากนั้นก็ได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องอีก 3-4 ครั้งกับประเทศกัมพูชา และที่พม่า 1 ครั้ง และได้จัดกิจกรรมเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ให้แก่เมืองท่องเที่ยว 5 เมือง (เมืองหลวงพระบาง เมืองเว้ เมืองพุกาม เมืองเสียมราฐ และจังหวัดสุโขทัย) ด้วย ซึ่งการที่ประเทศไทยได้ชี้ให้เห็นว่า ความผันผวนทางเศรษฐกิจจะสร้างปัญหาให้ประเทศเหล่านี้ ทำให้เขามองเราด้วยความไว้ใจ (Trust) จึงเป็นที่มาของการทูตภาคประชาชน 

            ปรัชญาของพระองค์ท่านเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ที่เด่นชัด คือ หลักการ และปรัชญาของพระองค์ท่านไม่มีพรมแดน เป็นหลักการที่ใช้ได้ทุกๆ ชาติ เช่น มูลนิธิฯ ได้รับเชิญให้ไปจัดงานเศรษฐกิจพอเพียงในสังคมที่เจริญแล้ว เช่น ประชาคมยุโรป หรือ European Union หรือเมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดการประชุมนานาชาติระดับรัฐมนตรีต่างประเทศที่กรุงเทพฯ และในการประชุม APEC ระดับ Working Group ปี 2005 ที่พัทยา ก็มีโอกาสพาตัวแทนของ APEC ไปศึกษาดูงานโครงการศึกษาพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการยกความสำคัญของปรัชญาของพระองค์ท่านสู่ระดับนานาชาติ 

            สุดท้าย คือ ปรัชญา หรือพระราชดำรัสของพระองค์ท่านนำไปสู่สันติภาพ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการอยู่ร่วมกันโดยเน้นความหลากหลายทางศาสนา และวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จำเป็น และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้จัดการประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจปรัชญา เรื่อง เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยได้รับเกียรติจากประธานองคมนตรี ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เปิดการประชุม ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญให้เห็นว่า ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ในประเทศ ต้องหันหน้ามาคุยกัน เข้าใจกัน รู้เขารู้เรา รู้ความแตกต่าง แต่มีความเข้าใจ  และพยายามสร้างสันติภาพในภาคใต้ให้เกิดขึ้น 

            วันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาปีนี้ นับเป็นบุญของประชาชนคนไทยที่มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชา เต็มเปี่ยมไปด้วยทุนทางปัญญา แลทุนทางคุณธรรม จริยธรรม และสำคัญที่สุด คือ ทุนแห่งความสุข และทุนความยั่งยืน เพื่อประโยชน์สุขของมวลชนชาวไทยทั้งหลาย

 

จีระ หงส์ลดารมภ์

chira8@hotmail.com

   
   

26 พฤศจิกายน 2548

คิดถึง  ดร.ชัยอนันต์

        หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ยุคสังคมนี้ข่าวสารจะต้องสด ทันเหตุการณ์ และต้องไม่ตามกระแสเท่านั้น แต่ต้องมองระยะยาว และยั่งยืน เราไม่ใช่สื่ออาชีพ ผมร่วมแสดงความคิดเห็นเพราะว่ายังมีหลายเรื่องที่สื่อปกติไม่สนใจ เช่น เรื่องทรัพยากรมนุษย์ ผมไม่มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนความคิดของใคร  และไม่ต้องการสร้างอิทธิพล อะไร แค่ต้องการ ให้มีสังคมฐานความรู้ เสริมสื่อของไทยโดยมุ่งประเด็นในระยะยาว ไม่ใช่แต่เรื่องร้อนๆ เท่านั้น เช่น

-        การมองอนาคต

-        การใช้ความรู้

-        มอง LOCAL / GLOBAL

-        ให้คนไทย 64 ล้านได้ประโยชน์โดยใช้ทุนทางปัญญา

-        เน้นความเป็นธรรม

-        เน้นความจริง คือเมื่อทำอะไรมาหรือ เห็นอะไรมา ก็เล่าสู่กันฟัง

-        ให้ประโยชน์ต่อคนไทย ที่อ่านบทความของผม เพื่ออาจจะนำไปใช้ต่อ

         สัปดาห์นี้ หลายเรื่องยังคงร้อนอยู่ ประเภทการเมืองคือ การขัดแย้งระหว่างคุณสนธิ ลิ้มทองกุล และดร.ทักษิณ ชินวัตร   นายกรัฐมนตรี ผมในฐานะที่เคยเห็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม , 6 ตุลาคม และพฤษภาทมิฬ จึงขอเรียนให้ทราบว่า เหตุการณ์เช่นนี้ต้องไม่ประมาท เพราะอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายได้ ขอให้ทุกฝ่ายรอบคอบ คนไทยมักจะชอบอะไรที่มันเท่านั้น โดยไม่ดูที่ความเสียหาย

         ผมโชคดีที่มีโอกาสรู้จักคนจำนวนมาก และได้รู้จักคุณสนธิมากว่า 20 ปี และเมื่อเร็วนี้ ผมก็ได้ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยรังสิตและพบคุณสนธิ ในช่วงใกล้ๆกัน ผมยังไม่ได้พูดถึงคุณสนธิในบทความของผมเลย ยุคนี้พอมีกระแส สนธิ ทุกๆคนก็แห่ตามกันไป ผมไม่จำเป็นต้องแห่ไปกับใคร รู้จักกันได้แลกเปลี่ยนและคุยกันได้เสมอ แต่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันในเรื่องความขัดแย้ง นายกทักษิณ ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่ามาจาก เหตุผลอะไร ผมไม่ค่อยชอบที่คุณสนธิ อ้างพระราชอำนาจ เพราะอาจจะไม่เหมาะสม แต่ชื่นชมความกล้าหาญของคุณสนธิ และการหาข้อมูลในเชิงลึก และนำเสนอต่อสาธารณชน ซึ่งสาธารณชนจะต้องวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล และเป็นกลาง

        เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสคุยกับ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ซึ่งเป็นเพื่อนรักของผม ตามปกติ ก็ไม่ค่อยจะพบกันบ่อยนัก แต่ก็เห็น ดร.ชัยอนันต์  ออกความเห็นเป็นกลางซึ่ง เป็นประโยชน์ และตรงประเด็น คือเรื่อง เสรีภาพของสื่อ ความจริงยุคนี้ ใครจะพูดก็ให้พูด และอีกประเด็น ดร.ชัยอนันต์เห็นว่า ทำไมคุณทักษิณ จะต้องมีบทบาทเหนือองค์กรอิสระ  เกือบทั้งหมด คุณชัยอนันต์ ได้พูดไว้ เป็นการแสดงออกถึงความกล้าหาญ คือที่มีคนพูดว่าสถานการณ์สร้างผู้นำ ในยุคหลังเห็นดร.ชัยอนันต์ มีงานมากมายช่วยนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นสภาวิจัย พิพิธภัณฑ์ความรู้ ประธานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรรมการธนาคารกรุงไทย กรรมการการบินไทย  จนทำให้คนเป็นกลางและนักวิชาการทั่วไป เริ่มสงสัยว่า ดร.ชัยอนันต์ เป็นกลางจริงหรือเปล่า ตอนนี้ ดร.ชัยอนันต์ อายุ 61 ปี 9 เดือนแล้วควรจะมองประชาชน 64 ล้านคนเป็นหลัก ทำตัวเป็นที่พึ่งของประชาชนมากหน่อย

        เมื่อคิดถึง ดร.ชัยอนันต์ แล้ว ต้องคิดถึงกลุ่มอื่นด้วย เช่น PMAT (Personal Management Association of Thailand ) เพิ่งครบรอบ 40 ปี วันนี้ผมก็ได้ไปร่วมแสดงความยินดีด้วย เขาจัดงานใหญ่มาก มีคนมารับฟังร่วม1 พันคน ผมขอให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบว่าองค์กรวิชาชีพแบบ PMAT เป็นองค์กรที่ปรับตัวให้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา เพราะ ในช่วงที่ผมตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ใหม่ๆ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าของ PMAT จะเน้นไปทางแรงงานสัมพันธ์ และมอง HR ไม่ใช่มูลค่าเพิ่ม มองในมิติแคบๆ ไม่ค่อยจะเชื่อมโยงกับธุรกิจ แต่มาวันนี้ผมอ่านวารสารคนของเขา รู้สึกทึ่งมาก ในหนังสือฉลอง 40 ปี ของ PMAT ดีมาก เพราะ PMAT สอน และแนะนำ ผมได้หลายเรื่อง ซึ่งผมชอบการเรียนรู้อยู่แล้วขอแสดงความยินดีด้วยครับ

        และสุดท้ายขอแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงทิพาวดี  เมฆสวรรค์ ที่ริเริ่มงานด้านการพัฒนาผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งจะทำโดยใช้แนวร่วมกับผมคือ

-        ใช้มืออาชีพ

-        เน้นความจริงและตรงประเด็น

-        เน้นการทำงานอาย่างต่อเนื่อง

         ทุนทางวัฒนธรรม เป็นทุนที่สำคัญที่สุด ดูได้จากประเทศเกาหลี ในวันนี้มีที่ขายรายการละคนไปทั่วโลกผมยังอยากเห็นคนไทย พันมารักษาคุณค่าทางวัฒนธรรมไทยไว้และต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยบุกไปในต่างประเทศ สิงคโปร์ยังอยากให้ประเทศเขาเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมเลย ไทยเองมีทุกอย่าง แต่บริหารจัดการเรื่องวัฒนธรรมยังไม่เป็น

จีระ หงส์ลดารมภ์

chira8@hotmail.com