พบกับบทความ คอลัมน์  "สู่ศตวรรษใหม่"
                          ทาง หนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับทุกวันเสาร์
(หน้า 5
)

"ร่วมสร้างสรรค์ให้สังคมเข้มแข็งด้วยปัญญากับ ดร.จีระ  หงส์ลดามรมภ์"

   
 

 

 
  หน้าแรก
  บทความล่าสุด
  บทความปี 2548
 
 
 
 
 
 

บทความย้อนหลังปี 2547

 
 

สร้าง Network ที่ชิลี  (9 ตุลาคม 2547)

ผมกลับถึงประเทศไทยได้  2 วันแล้ว หลังจากทำหน้าที่ Lead Shepherd ของคณะทำงานด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเอเปค ที่เมืองซานติอาโก ประเทศชิลีหลายวัน

ท่านผู้อ่านคงจะจำได้ว่า เมื่อปีที่ผ่านมา ช่วงเวลานี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำของเอเปค ซึ่งมีผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจเข้าประชุม  ในปีนี้การประชุมจะมีขึ้นในวันที่ 18 – 20 พฤศจิกายน โดยที่มีประเทศชิลีเป็นเจ้าภาพ

ผมได้รับเกียรติจากกระทรวงการต่างประเทศ ภายใต้การนำของคณะทำงานของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ดร.กฤษณ์ กาญจนกุญชร มีทั้งอธิบดีกรมนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ คุณวิมล  คิดชอบ และคณะทำงานที่เข้มแข็งของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะคุณชุตินทร คงศักดิ์ ผู้อำนวยการกรมนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

เพราะปกติการประชุม Senior Officials Meeting ครั้งที่ 3 (SOM III) เพื่อเตรียมการในเรื่องการประชุมผู้นำประจำปี  ซึ่งตามปกติระดับ Lead Shepherd ของคณะทำงานในเอเปค จะไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุม แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประทรวงการต่างประเทศ ก็ได้ให้เกียรติผมเข้าไปประชุมและยังแนะนำให้ผมได้มีโอกาสแสดงความเห็น และทำให้บทบาทของผมในเวทีเอเปคเด่นชัดขึ้น เป็นการสร้างความสนใจให้แก่ผู้นำระดับสูงของเอเปค 21 เขตเศรษฐกิจ ถึงบทบาทที่แท้จริงของ Lead Shepherd ซึ่งผมขอขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วย

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยทำงานระดับต่างประเทศก็จะเงียบๆ ไม่ค่อยมีบทบาท ที่ชัดเจนในระดับระหว่างประเทศ  แต่ในเรื่องเอเปค ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากในการจัดการประชุม ครั้งที่ผ่านมาที่กรุงเทพ และมีหลายเรื่องที่ในการประชุมครั้งนี้ ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำได้ เช่น

-           การที่ประเทศไทยจัดประชุมโรคเอดส์โลก ซึ่งอธิบดี คุณวิมล ได้นำเสนอความเห็นว่าเอดส์ปัจจุบันมีความรุนแรง ไม่ใช่ในเฉพาะประเทศอื่นๆ แต่สมาชิกในกลุ่มเอเปคก็เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งการนำเสนอรายงานบทบาทของคนไทยในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยน่าจะภาคภูมิใจ เอเปคให้ความสนใจเรื่องโรคเอดส์ และเป็นที่ยอมรับจากสมาชิก APEC ทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ
-           ยิ่งไปกว่านั้น เอเปคยังมีการริเริ่มงานหลายด้านที่น่าสนใจ ที่ไทยเราก็น่าจะมีส่วนร่วมนอกจากเรื่องการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังมี เรื่อง Health Task Force ซึ่งประเทศสหรัฐเอมริกาสนใจมาก คงจะได้รับการยอมรับว่า ไทยเราน่าจะมีบทบาทอย่างมากระหว่างที่มีการประชุม Dr.Moore ผู้นำของอเมริกาเน้นเรื่อง Health ผมจึงแนะนำตัวเองว่า เป็น Lead Shepherd ของ HRD หากมีอะไรจะทำร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องโรคเอดส์ ที่จะต้องพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไม่ว่า NGOs  นายแพทย์ หรือข้าราชการกระทรวงต่าง ๆ ในเอเปค รวมทั้งภาคเอกชน  เพราะเรื่องเอดส์ ไม่ใช่เรื่องเล็ก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องยา แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจสังคมและระหว่างประเทศด้วย อธิบดีวิมล เห็นว่าไทยเราน่าจะเป็นผู้นำเรื่องเอดส์ได้ ผมเองก็คิดว่า HRD กับเรื่อง Health น่าจะไปด้วยกันได้

-           อีกเรื่องหนึ่งที่เอเปคกำลังทำอยู่ คือ เรื่อง Anti Corruption ซึ่งเขาวิเคราะห์กันว่าทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจระหว่างเอเปคด้วยกันเองสูง ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์น้อย ในระดับเอเปค ซึ่งอาจจะกระตุ้นให้เราเอาจริงกับเรื่องนี้ เห็นว่าบางเรื่องคนไทยน่าจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป   

สรุปประชุมครั้งนี้ ผมได้ทำหน้าที่ในฐานะ Lead Shepherd ในระดับหนึ่งที่คนไทยน่าภูมิใจ ความสำเร็จครั้งนี้เป็นเพราะทีมของไทย จากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสถานทูตไทยในชิลีทำงานเป็นทีม โดยการนำของท่านทูตพิทยา พุกกะมาน มีเป้าหมายคล้ายๆ กัน

นอกจากนี้ ผมยังมีโอกาสได้สร้างแนวร่วมทางวิชาการในระดับมหาวิทยาลัย อีก 2 แห่ง คือ ได้พบกับ Mr.Gerardo Rocha อธิการบดีของมหาวิทยาลัย Santa Thomas ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของชิลี โดยการแนะนำของท่านทูตพิทยา ซึ่งทางมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และมหาวิทยาลัยก็จะร่วมมือกันต่อไป

อีกด้านหนึ่งก็คือ Prof. Agustin Letelier Zuniga จากมหาวิทยาลัย Catholica ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของชิลี ตั้งมาถึง 150 ปีแล้ว ก็ซึ่งจะมีการทำงานร่วมกันต่อไป

เอเปคเป็นของคนไทยทุกคน ผมคิดว่าการไปครั้งนี้ได้สร้างเครือข่ายระหว่าง Senior Officials และยังสร้างการทูตแบบประชาชน (PPD) ด้วย และสร้างความสัมพันธ์ทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้ง 2 แห่ง ท่านที่สนใจจะศึกษาเกี่ยวกับประเทศในแถบนี้   ผมมีโครงการจะไป APEC Lecture Tour ที่ประเทศชิลีในเดือนมีนาคม ปีหน้า ครับ

 

 
 

การศึกษายุคไร้พรมแดน   (16 ตุลาคม 2547)

ผ่านไปแค่ 7 วัน เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งเรื่องในประเทศ และต่างประเทศ ข่าวสารยุคใหม่นี้เร็วมาก ต้องไม่ให้เกิดขยะทางข่าวสาร คือมีเยอะจนงงไปหมด คนไทยทุกๆ คนต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ตั้งสติให้ดี เพราะเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเร็วเหลือเกิน

เพื่อมิให้ท่านผู้อ่านตกข่าวการประชุม ASEM คือ Asia - Europe ที่ประเทศเวียดนาม เปลี่ยนไป การประชุมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว ไม่เหมือนการประชุม APEC เพราะยังมีการประชุมแบบหลวมๆ และยังไม่มีสำนักงานเลขาธิการประจำ แต่สมาชิก ASEM มีมากกว่า APEC คือ สมาชิก European Union (EU) 25 ประเทศ และสมาชิก ASEAN ญี่ปุ่น จีน เกาหลี อีก 13 ประเทศ ประชาชนไทยก็โชคดี อยู่ฝั่ง Pacific ก็ได้ APEC อยู่ฝั่ง Atlantic ก็มี ASEM ผมเองก็อยู่ห่างๆ ยังไม่ทราบนักว่า ASEM ทำอะไรให้คนไทยได้ประโยชน์บ้าง

แต่ที่น่าสนใจคือการประชุมช่วง 2-3 วัน ระหว่างประเทศไทย และมาเลเชีย ที่จังหวัดภูเก็ต ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเชียถือได้ว่าสำคัญมาก เพราะมีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ และการเมือง และสำคัญที่สุดคือ ศาสนากระทบภาคใต้ ที่น่าสนใจคือ ประเทศมาเลเชียมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มาแทน ดร.มหาเดย์ มูฮัมหมัด แต่คุณอับดุลลา นายกคนใหม่น่าจะมี Style แบบอดีตนายกชวนของเรามากกว่า คือ นิ่ม และนิ่ง แต่ก็ดี นายกทักษิณจะได้เจอหลายรูปแบบ ข้อดีของคุณอับดุลลา คือ ท่านเป็นข้าราชการเก่า ก็จะมองการเมืองแบบต่อเนื่อง และให้เกียรติข้าราชการประจำ ใจเย็น และค่อนข้างจะเอาจริงกับเรื่องการแก้ปัญหาคอรัปชั่น และกลุ่มผลประโยชน์แอบแฝง

ในช่วงที่ผมกลับจากชิลี ก่อนที่จะเดินทางไปประเทศออสเตรเลีย ก็ได้รับเกียรตจากสมาคมส่งเสริมการลงทุนแห่งประเทศไทยได้ไปร่วมการบรรยายพิเศษ และกล่าวเปิดโครงการ “เส้นทางสู่การเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่” รุ่นที่ 3 ของสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ซึ่งทางสมาคมเน้นให้นักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่สนใจ ตลาดทุนซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี และสมาคมแห่งนี้มีที่ปรึกษาเป็นอดีตนักกีฬาของโรงเรียนสวนกุหลาบ คุณธรรมนูญ ดวงมณี และนายกสมาคมคนปัจจุบัน คือ คุณมนตรี ฐิรโฆไท ก็เป็นรุ่นน้องผมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ผมขอชมเชยการทำงานของสมาคม เพราะเอาจริงกับการให้ความรู้แก่เยาวชน และระบบการเงิน และการลงทุน มีข้อดีอีกอย่าง คือ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ถ่ายทอดสดไปตามศูนย์ต่างๆ ในต่างจังหวัดอีก 10 แห่ง ซึ่งได้ประโยชน์มาก ผมยินดีจะเป็นแนวร่วม เพราะถ้าสมาคมเอาจริงกับการสร้างสังคมการเรียนรู้ และเริ่มที่เยาวชน ผมคิดว่าอีกระยะเราก็จะมีตลาดหุ้นที่ไม่สร้างปัญหาแน่นอน เพราะใครจะเล่นหุ้นก็เล่นด้วยการใช้ความรู้ ซึ่งในประวัติศาสตร์ของโลกในระยะยาว รายได้ผลตอบแทนจากหุ้นจะดีกว่าฝากธนาคาร และดีกว่าพันธมิตรรัฐบาล และควรจะเล่นอย่างรอบคอบ และเป็นการลงทุนไม่ใช่การพนัน

การเป็นประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเอเปคของผมก็ต้องเดินทาง และทำงานมากขึ้นเช่นเคย ผมเพิ่งกลับมาจากเมืองซิดนีย์ ประเทศ ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการประชุมระหว่าง OECD และ UNESCO และรัฐบาลออสเตรเลีย แต่ก็ขอความร่วมมือ และการสนับสนุนจาก APEC ด้วย โดยเฉพาะจากคณะทำงานของผม คือ เรื่อง HRD

ท่านที่ศึกษาอย่างถ่องแท้คงรู้ว่า OECD (Organizational Economic Cooperation Development) และ UNESCO (The United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) และ APEC จับมือกัน จริงๆ แล้วเอาจริงกับเรื่องทรัพยากรมนุษย์ก็คงจะน่าสนใจ เพราะ 3 องค์กรระดับโลกเป็นองค์กรที่ใหญ่ และมีประสบการณ์มาก แต่ไม่ค่อยจะเป็นพันธมิตรกันบ่อยนัก โดยเฉพาะผมขอให้ท่านผู้อ่านสนใจเรื่องข้อตกลงทางการค้าในเรื่องบริหาร ซึ่งย่อมาจากคำว่า GATS (General Agreement for Trade in Services) คือ WTO นอกจากจะเน้นเรื่อง สินค้าแล้ว ยังเน้นเรื่องบริการด้วย และมีข้อตกลงเรียบร้อยแล้วในปี 1996 ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

-     โทรคมนาคม
-     การแพทย์
-     การท่องเที่ยว
-     การวิจัย และพัฒนา
-     การศึกษา

หัวข้อสุดท้าย คือ เรื่องการศึกษา ทำไมจัดที่ออสเตรเลีย ก็เพราะว่า ออสเตรเลียมีนโยบายจะเปิดการค้าเสรีทางการศึกษา คือ สร้างรายได้จากการส่งออกการศึกษาให้มากกว่าเดิม ปกติออสเตรเลียมีรายได้จากการถึงออกการศึกษาอยู่แล้วถึง 6 Billion Dollars ออสเตรเลีย หรือประมาณ 4.5 Billion Dollars สหรัฐ ซึ่งไม่น้อยเลย

ประเทศกำลังพัฒนาก็ต้องสนใจว่า การเปิดเสรีจะให้ประโยชน์ หรือมีโทษอย่างไร

-          ข้อแรกคือ การเจรจาการค้าทางด้านการศึกษาเริ่มแล้ว แต่จะไม่มีการบังคับ จะตกลงทันที แต่ต้องบอกระยะเวลาที่พร้อมจะเจรจา แต่ละประเทศก็มีการกำหนดเวลาแตกต่างกันไป
-          แต่ในที่สุด ประเทศอย่างเช่นประเทศไทยก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการเจรจา เรื่อง การศึกษา และการค้าแน่นอน เพราะถ้าเราไม่เปิดเสรีเรื่องการศึกษา บางประเทศก็หาเรื่องไม่ปิดเสรีเรื่องอื่นๆ เช่น สินค้าเกษตร ดังนั้นการไปครั้งนี้ผมได้มีโอกาสพบผู้เชี่ยวชาญ และเรียนรู้การเจรจาระดับ WTO หลายคน และจะขอเตือนรัฐบาลไทย กระทรวงศึกษา และกระทรวงพาณิชย์ไทยให้ศึกษาเรื่องการเจรจา และวิธีการเจรจาอย่างรอบคอบ เพราะคงจะมีการต่อรองในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น

ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเอเปก กล่าวในช่วง  Forum Dinner of the OECD - UNESCO Forum on Trade and Education Services เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม  2547 สำหรับผมเองได้รับเกียรติเป็น Keynote ในช่วงอาหารค่ำ ซึ่งมีผู้แสดงปาฐกถาเพียงผู้เดียวในนามของ APEC ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า APEC เองก็จะต้องเปิดเสรีทางด้านดารบริการมากขึ้น และพัฒนาการศึกษาของกลุ่ม APEC แต่ช่องว่างระหว่างประเทศที่อ่อนแอ กับประเทศที่เข้มแข็งใน APEC ก็ยังมีอยู่ และจะต้องสร้างความสามารถ (Capacity Building) ให้สูงขึ้น เช่น ให้มหาวิทยาลัยของไทย ฟิลิปปินส์  เวียดนาม ปาปัวนิวกินี  และเปรู  ปรับตัวด้วย ขณะเดียวกันการปรับตัวก็ต้องเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่มีระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง เช่น มีการทำงานร่วมกันลักษณะ Joint Ventures ทางการศึกษามากขึ้น เพราะการศึกษาดี การเรียนเน้นความคิดก็จะสร้างทุนทางปัญญา

ประเทศไทยเองก็มีนโยบายสร้างรายได้จากการศึกษา แต่เราจะเข้มแข็งในเรื่องโรงเรียนนานาชาติมาก และระดับมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล และ ABAC หรือ Stamford และมหาวิทยาลัยทั่วไป เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชียงใหม่ สงขลานครินทร์ ยังไม่จัดอยู่ในระดับนานาชาตินัก

ประเทศไทยยังได้ส่งข้าราชการจากทบวงมหาวิทยาลัย (เก่า) ไป 3 ท่าน ซึ่งผมได้มีโอกาสพบและหารือกัน ผมคิดว่าคงจะเป็นประโยชน์มาก ที่ท่านเหล่านั้นนำความรู้มาแนะนำผู้นำรัฐบาลให้เตรียมตัวให้ดี เพราะการศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์จะไร้พรมแดนมากขึ้น คำถามก็คือ คนไทยรู้ และศึกษาเรื่องนี้จริงจังแค่ไหน และรัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร เพราะนี่คือโอกาสที่ดีของไทย แต่ก็เป็นการคุกคามถ้าเราไม่เตรียมตัวให้พร้อม

 

 
 

ห้องสมุดในศูนย์การค้า (22 ตุลาคม 2547)

สัปดาห์ที่ผ่านมา น่าจะเรียกว่าเป็นช่วงเกี่ยวกับการเมืองทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่ในอินโดนีเซียซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการเลือกตรงจากประชาชน ซึ่งปรากฎว่าพลเอกสุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน อดีตเคยเป็นรัฐมนตรียุคคุณ เมกาวาตี ซูกาโน ได้รับเลือกอย่างคะแนนท่วมท้น แถมยังเน้นการต่อต้านคอรัปชั่นอย่างเห็นได้ชัด เป็นนโยบายหลักที่น่าสนใจติดตาม เรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ก่อนจะมีผลออกมาก็มีการคาดคะเนว่า จะมีปัญหาความไม่สงบอย่างรุนแรง แต่ก็กลับออกมาราบรื่นดีกว่าที่คิดไว้ ผมอยากให้คนไทยติดตามเพื่อนบ้านของเราประเทศนี้ให้ดี เพราะเป็นประเทศใหญ่ และส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ซึ่งสามารถสร้างพันธมิตรที่ดีกับคนไทยได้และประเทศอินโดนีเซียก็เป็นสมาชิกของเอเปคด้วย และเป็นสมาชิกของอาเซียนที่มีประชากรกว่า 170 ล้านคน ในยุคคุณทักษิณ ออกจะให้ความสนใจประเทศอินโดนีเซียน้อยไปนิด

ส่วนของประเทศไทยเองยังเตรียมตัวเลือกตั้ง แต่มีการเตรียมการหาเสียงกันอย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการคิกอ็อฟ ของพรรคไทยรักไทย หรือการ “โหมโรง” ของพรรคประชาธิปัตย์ และอย่าลืมมองพรรคมหาชน และพรรคชาติไทยด้วย เพราะจะทำให้การเมืองไทยมีสีสันไม่น้อย ท่านผู้อ่านไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯรวมทั้งต่างจังหวัดด้วย ก็คงจะต้องคิดให้รอบคอบว่าการหาเสียง และวิธีการต่างๆ มีผลกระทบต่อประเทศของเราอย่างไร และมองเรื่องระยะยาว และความยั่งยืนด้วย

ส่วนที่น่าสนใจที่สุดในช่วงนี้คือ การหาเสียงของการเลือกตั้งในอเมริกา ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงจะต้องเอาใจใส่อย่างมาก เพราะมีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านคาดไว้ว่า ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ จะกระทบอนาคตของความมั่นคงของโลกในระยะยาวคือ 

ถ้า Bush ชนะก็จะเน้นการแก้ปัญหาแบบรุนแรงต่อไป โดยไม่ฟังใครแม้กระทั่งสหประชาชาติ ไม่มีพันธมิตรที่เป็นแนวร่วมจริง ๆ ก็คงมีคุณ Blair เหลืออยู่คนเดียว และถ้าได้อำนาจอีก 4 ปี ก็คงจะมองไปที่ประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับอเมริกา แบบคล้ายๆ จะสอนบทเรียนราคาแพงให้ดู  โดยใช้พลังแสนยานุภาพของกำลังทหาร ที่แน่ ๆ ก็คงมีอิหร่าน กับ ซีเรีย เป็นเป้าหมายหลัก และจะสร้างความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับโลกมุสลิมต่อไป

ส่วนถ้าเป็นคุณ Kerry ชนะ แนวโน้มก็จะเริ่มแก้ปัญหาแบบหารือกับมิตร และสร้างพันธมิตรมากขึ้น เข้าใจปัญหาที่แท้จริงที่ขัดแย้ง ไม่ใช่มองว่าเหตุการณ์ September 11 เป็นเหตุที่จะต้องแก้แบบความรุนแรงและแบบล้างแค้น

ผมเองชอบการมองแบบประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา มี Moral  Leadership จะเป็นผู้นำของโลกได้จะต้องมีการถูกยอมรับ เน้นคุณธรรม

ส่วนการเมืองอีกเรื่องใกล้ ๆ บ้านเราก็คือ ประเทศพม่า ไม่มีเลือกตั้งแต่มีการปลดนายกคนที่แล้ว ขิ่น ยุ้นส์  ซึ่งเป็นคนที่ถูกมองว่าประนีประนอมและเอียงมาทางประชาธิปไตย และตั้งคนใหม่ พล..โซ วิน ที่ค่อนข้างเผด็จการและรุนแรง โลกก็เลยวิตก เพราะใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าพม่าเป็นรัฐบาลเผด็จการที่น่ากลัว ต้องกระทบความมั่นคงของประเทศแถบอาเซียนและโลกต่อไป

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเอเปค และคณาจารย์ สถานศึกษาจากจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดมหาสารคาม ทัศนศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการเอปค ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2547ส่วนกิจกรรมของผมก็คงจะรายงานการเดินทางของผมในนามเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ไปประเทศสิงคโปร์ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารโรงเรียนในจังหวัดสมุทรปราการประมาณ 25 คน สำหรับท่านที่ติดตามงานของผม คงจะทราบดีว่า เรามีโครงการเพิ่มศักยภาพผู้บริหารโรงแรียนทั้งระดับประถมและมัธยมที่จังหวัดสมุทรปราการอยู่แล้ว และก็ได้ทำอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องไปหลายโครงการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม  ผมคิดว่างานเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของชาติ

กลุ่มที่ไปก็ได้มีโอกาสไปรับฟัง ความคิดเห็นของตัวแทนกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเลย แต่ก็สนใจเรื่องทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นคุณภาพของการศึกษาทุกระดับ ให้เป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศ คณะยังได้เข้าไปดูงานที่ Changi Airport เพราะจังหวัดสมุทรปราการจะเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อตอบสนองเป้าหมายของจังหวัดซึ่งจะมีสนามบินสุวรรณภูมิเกิดขึ้นภายในไม่นานนี้ คณาจารย์เหล่านี้สนใจที่จะผลิตบุคลากรระดับมัธยมที่อาจจะไม่เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย แต่อยากมีโอกาสทำงานในสนามบิน ซึ่งก็สรุปได้ว่าหลักสูตรระดับมัธยม ในจังหวัดสมุทรปราการก็ต้องเน้น

-     เรื่องความเข้าใจธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับสนามบิน
-     ภาษา ต้องอย่างน้อยภาษาอังกฤษ ต้องเร่งในระดับมัธยม
-     เรื่องการใช้ IT ซึ่งจะเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานที่สนามบิน
-     ต้องเริ่มศึกษาความหลากหลายทางวัฒนธรรมข้ามชาติมากขึ้น
-     และจะต้องถ่ายทอด(Communication) ให้ผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-     ต้องมี Service mind

ความจริงความสามารถเหล่านี้ ก็ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดสมุทรปราการที่ควรจะต้องทำให้ดี แต่คงจะดีสำหรับเด็กอาชีวะหรือแม้กระทั่งเด็กมหาวิทยาลัย  การศึกษาในอนาคตจะต้องเน้นโอกาสในการจ้างงานด้วย นอกจากไปดูงานที่กระทรวงศึกษาธิการและยังได้เยี่ยมท่านทูต ฐากูร  พานิช และดูงานที่ สำนักเลขาธิการ APEC ด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์  เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ และคุณวีระชัย กู้ประเสริฐ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เยี่ยมชมห้องสมุดแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ตั้งอยู่ที่ห้างทากาชิมาย่า ถนน ออชาร์ดแต่ที่น่าสนใจเป็นเกร็ดเล็ก ๆ ที่อยากจะฝากไว้ก็คือ รัฐบาลสิงคโปร์เอาจริงกับเรื่องความรู้ เขาจะเน้นมากเรื่องให้เด็กและผู้ใหญ่ของเขาเป็นสังคมฐานความรู้และเรียนรู้ตลอดชีวิต ท่านทูตได้พูดตลก ๆ ว่า ห้องสมุดคนไทยคือที่เก็บหนังสือแต่ไม่มีคนอ่าน ปรากฎว่าที่สิงคโปร์ รัฐบาลเช่าศูนย์การค้าอันดับหนึ่ง คือ ตึก Takachimaya ห้องสมุดอยู่ในศูนย์การค้าเลย เขาจัดแบบน่านั่งและน่าอ่านมาก ตามทฤษฎี 4 L’s ของผมเลยโดยเน้นบรรยายกาศการเรียนรู้ให้สนุก สบาย และสะดวก ปรากฏว่าเป็นการกระตุ้นให้คนสิงคโปร์สนใจการอ่านได้ดีและประสบความสำเร็จ ผมก็เลยถ่ายรูปมาให้ท่านผู้อ่านที่ติดตามบทความของผมได้ดู        สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ทรงเสด็จมาดูงานหลายครั้งแล้วครับ เกร็ดเล็ก ๆ แบบนี้ คนไทยน่าจะคิดทำบ้าง แต่บรรณารักษ์เมืองไทยก็คงต้องคิดและทำนอกกรอบ และรัฐบาลก็คงต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง บรรณารักษ์ทุกคน ผมยินดีจะเป็นแนวร่วมครับ

 

 
 

ภาคใต้ : ขอร้องสื่อไทยตั้งสต (29 ตุลาคม 2547)

ปกติ ผมไม่ค่อยจะเขียนบทความเข้าสู่เรื่องร้อนๆ มากนัก  เพราะไม่ได้เขียนเพื่อให้คนอ่านมันเท่านั้นแต่ อยากให้คนไทยมองอะไรยาวๆ แต่ 7 วันที่ผ่านมาหากเราเป็นคนไทยที่แสดงจุดยืนเลยก็คงจะไม่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง เพราะความอยู่รอดของประเทศอยู่ที่ความร่วมมือของคนไทยทั้ง 64 ล้านคน มีส่วนร่วมช่วยกันระดมความคิด ให้ประเทศของเราอยู่รอดอย่างยั่งยืน เหตุการณ์รุนแรงที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของนักวิชาการระดับโลกคนหนึ่ง ที่มาเมืองไทยเมื่อ 10 ปีที่แล้วและเคยออกรายการโทรทัศน์ร่วมกับผม คือ Michael Hammer พูดไว้ว่า   “โลกจะเปลี่ยนแปลงเร็วและไม่มีอะไรแน่นอน”

อาจจะตีความหมายได้ว่า แม้กระทั่งประเทศไทยเองก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า เหตุการณ์ในภาคใต้ของเราจะลุกลามไปสู่จุดที่อันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ  จุดที่สังคมมีความแตกแยก ใช้ความรุนแรงจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาประจำวันไปเสียแล้ว ผมจึงตั้งข้อสังเกตไว้ 4 เรื่องว่า

1. ขอสื่อในประเทศไทย โดยเฉพาะโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ กรุณาให้ภาพความเป็นจริงกับประชาชนมากขึ้น  สังคมไทยอยู่ได้เพราะเป็นสังคมที่มีเสรีภาพ โดยเฉพาะเสรีภาพในเรื่องสื่อ ดังนั้น ความพยายามที่จะไม่ให้ข้อมูลที่รวดเร็วและไม่ถูกต้องนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่อำเภอตากใบเป็นเหตุการณ์ที่สื่อระดับโลกให้ความสนใจ และให้ข้อมูลออกมาหลากหลายที่อาจจะแตกต่างกับสื่อของประเทศไทยโดยทั่วไป
2. ประเด็นที่สอง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับภาคใต้อยากให้ฝ่ายการเมืองไม่มองทุกอย่างเป็นปัญหาเล็กน้อยว่าเป็น อุบัติเหตุแก้ได้เดี๋ยวก็ลืมเอง ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยส่วนมากจะต้องคิด วิเคราะห์เป็น หาข้อมูลที่ถูกต้อง อะไรที่เป็นเรื่องหาคะแนนเสียงหรือการเมือง ก็คงจะต้องรอบคอบ  และตัดสินใจให้ถูกต้อง โดยเอาประเทศเป็นตัวตั้ง
3. ประเด็นที่สาม  น่าจะกลับมาดูว่า รากเหง้าของปัญหาภาคใต้อยู่ที่ไหนกันแน่ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเน้นการแก้ปัญหาภาคใต้ไว้สามแนว
-   เข้าถึง
-   เข้าใจ
-   และพัฒนา

หากถามว่าการแก้ปัญหารุนแรงมีการฆ่าและระเบิดกันไม่เว้นแต่ละวันมีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับเข้าถึง เข้าใจ และพัฒนาแต่การเปลี่ยนผู้รับผิดชอบไปเรื่อย ๆ โดยวิธีการ จุดยืน ปรัชญา ความเข้าใจยังไม่เปลี่ยนก็คงแก้ปัญหาไม่ได้มากนัก

4. สุดท้าย คงจะเป็นเรื่องความแตกต่างแต่เป็นชาติเดียวกัน ความจริงเอเปค 2003 ของนายกทักษิณ ก็พูดเรื่องนี้ แต่เวลาแก้ปัญหาภาคใต้กลับไม่ได้ดูละไม่เข้าใจถึงความแตกต่างในเรื่องภาษา การศึกษา วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ และพยายามสร้างความเป็นคนชาติไทยชาติเดียวกัน ถึงจะทำก็แบบฉาบฉวย เช่น ตั้งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ซึ่งเป็นชาวมุสลิม

เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ประเทศไทยถูกมองว่าประเทศไทยเราอยู่ร่วมกับศาสนาอื่น ๆ ได้อย่างสันติ แต่ฟิลิปินส์หรืออินโดนีเซียมีความขัดแย้งหรือรุนแรงกว่า  ซึ่งผมในฐานะกรรมการ UNESCO ของไทย ถึงกับจะขอทำวิจัยว่า ทำไมศาสนาอิสลามกับศาสนาพุทธในภาคใต้ของไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข วันนี้การวิจัยแบบนี้คงใช้ไม่ได้แล้ว ผมหวังว่าแนวคิดดังกล่าวจะช่วยเตือนสติสื่อไทยที่ทำข่าวอยู่ทุก ๆ วัน ว่าการเป็นสื่อที่ดี ต้องให้ความรู้และความจริงกับประชาชน  คนไทยก็ต้องปรับตัวคือรู้จักคิด วิเคราะห์ให้เป็น และแยกแยะให้ถูก

สำหรับเรื่องที่จะให้คนไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ถึงจะมีเรื่องรุนแรงในภาคใต้ แต่ผมจะต้องทำงานเดินหน้าช่วยสังคมไทยต่อไปโดย

ศ.ดร.จีระ  หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ  บรรยายพิเศษแก่ผู้บริหาร คณาจารย์โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค จังหวัดสระบุรี เรื่อง "ครูมืออาชีพในมุมมองนักวิชาการ" เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2547 ณ ห้องประชุม โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค จังหวัดสระบุรีเมื่อวันพุธที่ 27 ตุลาคม อาจารย์ 70 คน ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ พุแค จังหวัดสระบุรี ขอให้บรรยายเรื่องอาชีพครูในความเห็นของผม ผมจึงเน้น 3 เรื่อง คือ

-     ครูต้องเป็นสังคมการเรียนรู้ให้ได้ คือ ตัวครูเป็นสังคมการเรียนรู้ เด็กจึงจะเป็นสังคมการเรียนรู้ด้วย
-     ต้องเป็นสังคม ชุมชนฐานความรู้ คือจะทำอะไรจะต้องมีข้อมูล (Data) ที่ถูกต้อง และมีความสามารถในการวิเคราะห์ไม่ใช่ขอหวยจากพระทุก ๆ สองอาทิตย์เพื่อหวังรวย และ
-     ต้องรักอาชีพ
-     ทุ่มเทให้อาชีพ
-     มีอุดมการณ์และปรัชญาที่ถูกต้อง
-     และมีความสามารถในการบริหารจัดการ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เลขาธิการ มูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ  บรรยายพิเศษเรื่อง "มนุษย์พันธ์แท้" เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 ณ ห้องประชุม โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ และเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ผมได้ไปบรรยายที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ  ให้กับครูอีก 80 คนเรื่อง มนุษย์พันธุ์แท้ ซึ่งผมบอกกับคณะครูในโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการว่า มี 5 ประเภท

-     ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องทันสมัยและเปิดโลกกว้างและไม่เป็นคนบ้าอำนาจแบบ Command and Control บริหารออกนอกกล่อง
-     ครูจะต้องเป็นสังคมการเรียนรู้และชุมชนแห่งการเรียนรู้ เช่นที่ผมบอกให้กับโรงเรียนที่ จ.สระบุรี ดังกล่าวไปแล้ว
-     นักเรียน ต้องรู้จริง รู้ตัวเอง และคิดเป็น มีความรู้ภาษาต่างประเทศ หากบางคนไม่พร้อมก็ออกไปทำอาชีพ ไม่ใช่เรียนเพื่อปริญญาตรี แต่ไม่มีงานทำ
-     ผู้ปกครอง ก็ต้องเข้าใจและเป็นแนวร่วมกับโรงเรียน
-     และพวกผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders) รอบ ๆ โรงเรียน เช่น อบต. อบจ. และภาคธุรกิจ ก็ต้องเอาใจใส่และสนับสนุนภาคการศึกษาในชุมชนนั้น ๆ ด้วย

หวังว่าคนไทยจะคิดให้รอบคอบเรื่องปัญหาของชาติและขอวิงวอนสื่อไทย ให้ความจริงแก่ประชาชนที่เร็วและถูกต้องด้วย

 

 
 

ผมเรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน  (4 ธันวาคม 2547)